15 สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเวลา ที่ใช้กันบ่อย พร้อมประโยคตัวอย่าง

General

เพราะเวลาไม่ใช่เพียงเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังสื่อความหมายออกมาได้มากมายหลายมุมมอง ผ่านสำนวนต่างๆ 

วันนี้เรามีสำนวนภาษาอังกฤษมาฝากทุกๆ คนกัน ซึ่งวันนี้ขอเสนอสำนวนเกี่ยวกับ “เวลา” เพราะหลายสำนวนน่าจะเป็นสำนวนที่น่าจะเคยผ่านหูผ่านตา หลายๆ คนกันมาแล้ว เพื่อป้องกันการใช้ผิดโอกาสหรือการแปลความหมายผิดพลาด เราลองมาดูกันเลยดีกว่าว่าสำนวนที่เกี่ยวกับเวลาเหล่านี้ มีอะไรบ้าง และแต่ละสำนวนมีความหมายอย่างไร 

15 สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเวลา

1. Time flies (ไทม – ไฟลด์)

เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยเห็นหรือได้ยินสำนวนนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งคำว่า time flies หมายถึงเวลาผ่านไปเร็วมาก ราวกับโกหก (เปรียบเหมือนว่าเวลาบินได้)  

ตัวอย่างประโยค : 

I can’t believe your son is old enough to be in College! How time flies.

  • ไม่น่าเชื่อว่าลูกชายชายของเธอจะโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจัง

Time flies when you are happy.

  • เวลาจะผ่านไปเร็ว เมื่อคุณกำลังมีความสุข

2. Beat the clock (บีท – เดอะ – คลอค)

เราอาจจะได้ยินสำนวนนี้ ในการแข่งขันกีฬาต่างๆ ซึ่ง Beat the clock หมายถึง การทำบางอย่างสำเร็จลุล่วงก่อนเวลาหรือการทำอะไรซักอย่างให้ทันกับเวลาที่มีจำกัด 

ตัวอย่างประโยค :

 She couldn’t manage to beat the clock and arrived half an hour after the flight to Tokyo. 

  • เธอไม่สามารถจัดการเวลาได้ จึงมาถึงหลังเครื่องบินออกไปโตเกียวแล้วครึ่งชั่วโมง

He can beat the clock and break the marathon running record.

  • เขาสามารถวิ่งเข้าสู่เส้นชัยได้ภายในเวลา และทำลายสถิติในการวิ่งมาราธอน

3In the long run (อิน – เดอะ – ลอง – รัน)

คำนี้หมายถึง ดูกันยาวๆ หรือ เปรียบเทียบกันในระยะยาว เป็นต้น ส่วนมากคำนี้จะใช้เกี่ยวกับการทำงานหรือนำเสนอผลงานต่างๆในการพรีเซนต์ 

ตัวอย่างประโยค : 

It seems to take a long time but in the long run it will make your life easier. 

  • ในช่วงแรกอาจใช้เวลานานหน่อย แต่ในระยะยาวมันจะช่วยให้คุณมีชีวิตที่ง่ายขึ้น

Although the company was initially criticized for their new business strategy, it seems to have paid off for them in the long run.

  • แม้ว่าในตอนแรกบริษัท จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาว

4. Around the clock (อะเราน์ดฺ – เดอะ – คลอค)

หมายความว่า ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง All Day All Night ความหมายก็ตรงๆ ตามสำนวนก็เหมือนกับนาฬิกาที่หมุนวนไปรอบๆ ไม่หยุดนั่นเอง 

ตัวอย่างประโยค : 

This department store is open around the clock. 

  • ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

Tomorrow we will have an important event so today we’ll be working around the clock. 

  • พรุ่งนี้เราจะมีการจัดอีเว้นท์สำคัญ ดังนั้นวันนี้เราจะทำงานกันทั้งวันทั้งคืน

5. Call it a day (คอล – อิท – อะ – เดย์)

หมายความว่า ได้เวลาเลิกงานหรือเลิกกิจกรรมบางอย่างที่ทำมาตลอดทั้งวัน มักจะใช้คำว่า Let’s นำหน้า แสดงถึงการเชิญชวนเช่น “Let’s call it a day” หมายถึง เลิกงานกันเถอะ! ซึ่งในการใช้จริงๆ อาจเติมประโยคต่อท้ายด้านหลังด้วยก็ได้ 

ตัวอย่างประโยค :

Let’s call it a day and let’s start again next monday. 

  • เลิกงานกันเถอะ แล้วมาเริ่มกันใหม่วันจันทร์หน้า

After 5 years working in this company, she thinks it’s time to call it a day.

  • หลังจากทำงานที่บริษัทนี้่มาแล้ว 5 ปี เธอคิดว่าถึงเวลาที่สมควรจะเลิกทำงานที่นี่แล้ว

6. No time to lose (โน – ไทม – ทู – ลูส)

สำนวนนี้แปลได้ตรงๆ เลยคือ ไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว หรือเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความรู้สึกว่าเวลามันไม่มีแล้วจริงๆ มักใช้กับอะไรที่มันดูจวนตัว

ตัวอย่างประโยค : 

I’ve an important meeting tomorrow but still not prepared for the presentation. Tonight I have to work all night. No time to lose.

  • ผมมีประชุมสำคัญในวันพรุ่งนี้ แต่ยังไม่เตรียมการพรีเซนต์ คืนนี้ต้องทำพรีเซนต์ทั้งคืน เพราะไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว

Hurry up, guys, we have no time to lose if we want to make this flight!

  • เร็วเข้าพวกเรา เราไม่มีเวลาที่จะเสียแล้ว ถ้าเราจะไปให้ทันเที่ยวบินนี้!

7. At the eleventh hour (แอท – เดอะ – อีเลฟ’เวินธฺ – เอา’เออะ)

หมายความว่า วินาทีสุดท้าย ทำอะไรก่อน Deadline นิดเดียว มักใช้สำนวนนี้เมื่อทำบางอย่างในแบบรีบร้อน 

ตัวอย่างประโยค  :

This student always submits homework at the eleventh hour. 

  • นักเรียนคนนี้มักส่งการบ้านในวินาทีสุดท้ายเสมอ

They reached an agreement at the eleventh hour after weeks of squabbling.

  • พวกเขาบรรลุข้อตกลงกันในวินาทีสุดท้าย หลังจากที่พวกเขาทะเลาะกันมาเกือบสัปดาห์

8. Living on borrowed time (ลิฟ’วิง – ออน – บอโร – ไทม)

หมายความว่า การมีชีวิตที่ตกอยู่ในช่วงเวลาที่อันตราย โดยสำนวนนี้แปลความหมายตรงตัวคือ   “ยืมเวลามาใช้” ก็เหมือนเวลาเรายืมอะไรมา สุดท้ายก็ต้องคืน ดังนั้น หากพูดถึงเรื่องเวลา หากเรายืมเวลามาใช้ ก็ต้องคืนให้ไป ชีวิตเราก็คงไม่มีเวลาเหลือ เท่ากับว่า เราตกอยู่ในช่วงเวลาที่อันตรายนั่นเอง 

ตัวอย่างประโยค  : 

My Father got brain tumor. He’s  living on borrowed time now. 

  • พ่อฉันเป็นเนื้องอกในสมอง ตอนนี้เขาจึงมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่อันตราย

Accidents and disease can strike so unexpectedly that it feels like we’re all living on borrowed time.

  • อุบัติเหตุและโรคภัยไข้เจ็บ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่ทันตั้งตัว จนรู้สึกเหมือนเราทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่อันตราย

9. Once in a blue moon  (วันซฺ – อิน – อะ – บลู – มูน)

เชื่อว่าหลายคนที่ได้ยินสำนวนนี้คงมีความรู้สึกว่าโรแมนติกแน่ๆ แต่ความหมายที่แท้จริงของสำนวนนี้คือ นานๆ ครั้ง  ซึ่งที่มานั้นเกิดจากการเปรียบเปรย ถึงพระจันทร์สีน้ำเงิน (Blue Moon) หรือพระจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือนนั้น เพราะปกติแล้วพระจันทร์จะเต็มดวงเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น Blue Moon นับเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย จึงเป็นที่มาของสำนวนนี้ 

ตัวอย่างประโยค :

 Once in a blue moon I go to concert, only when there’s a band I really love. 

  • นานๆ ทีฉันจะไปดูคอนเสิร์ต เฉพาะตอนที่มีวงที่ฉันชอบเท่านั้น

Because I live abroad, I get to meet my parents once in a blue moon.

  • เพราะว่าฉันอยู่ที่ต่างประเทศ ฉันจึงพบกับพ่อแม่ของฉันนานๆ ครั้ง

10. Not born yesterday (นอท – บอร์น – เยส’เทอะเด)

สำนวนนี้หมายความว่า มีประสบการณ์ มีความรู้ ถ้าแปลกันตรงๆ เลยคือ ไม่ได้เกิดเมื่อวานนะ หรือที่ในภาษาไทยชอบพูดกันว่า ฉันไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนนะ 

ตัวอย่างประโยค :

I wasn’t born yesterday so I know his behavior well. 

  • ฉันไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน ฉันรู้พฤติกรรมของเขาเป็นอย่างดี

Listen, I wasn’t born yesterday. This looks like a you copied my work.

  • ฟังนะ ฉันไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน มันดูเหมือนคุณลอกงานของฉัน

11. It’s high time (อิทซฺ – ไฮ – ไทม)

สำหรับสำนวนนี้สามารถสื่อความหมายได้สองแบบ อย่างแรกคือ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะทำอะไรซักอย่าง หรือ เลยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำอะไรซักอย่างไปแล้ว แต่ยังไม่สายเกินไป 

ตัวอย่างประโยค  :

It’s high time I’ll clean my bedroom. Because now my bedroom is very dirty. 

  • ถึงเวลาที่ฉันจะทำความสะอาดห้องนอนซักที เพราะห้องนอนของฉันสกปรกมากตอนนี้

It’s high time that you started working because you have graduated for 1 years.

  • ถึงเวลาที่คุณควรจะเริ่มงานซักที เพราะคุณเรียนจบมา 1 ปีแล้ว 

12. Time and tide wait for no man (ไทม – แอนดฺ – ไทดฺ – เวท – ฟอร์ – โน – แมน)

สำนวนนี้แปลความหมายได้ว่า เวลาและสายน้ำไม่เคยรอใคร มักใช้พูดเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเวลา ว่าเวลามันเดินไปอยู่ตลอด ฉะนั้นคิดจะทำอะไรก็ลงมือเลย อย่าผัดวันประกันพรุ่ง 

ตัวอย่างประโยค :

 If you want your business  to succeed. You must do it now. Because time and tide wait for no man.

  •  ถ้าคุณอยากให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จ คุณต้องลงมือทำเลย เพราะเวลาและสายน้ำไม่เคยรอใคร

Time and tide wait for no man. If you don’t understand in class you have to ask your teacher since then.

  • เวลาและสายน้ำไม่เคยรอใคร ถ้าคุณไม่เข้าใจอะไรในห้องเรียน คุณต้องถามอาจารย์ของคุณตั้งแต่ตอนนั้นเลย 

13. There is a time to speak and a time to be silent. (แธร์ – อิซ – อะ – ไทม – ทู – สพีค – แอนดฺ – อะ – ไทม – ทู – บี – ไซ’เลินซฺ)

สำนวนนี้มีที่มาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล ความหมายของสำนวนนี้จริงๆ ก็คือ ควรรู้กาละเทศะว่าเวลาไหนที่ควรพูด เวลาไหนไม่ควรพูด หรือรู้จักการพูดให้ถูกเวลานั่นเอง ตัวอย่างในการใช้สำนวนนี้เช่นเวลาที่เพื่อนสนิทเราเศร้าหรือเสียใจ บางครั้งเขาก็ต้องการให้มีคนมาปลอบใจ แต่บางครั้งเขาก็ไม่ต้องการที่จะสนทนากับใคร 

สำนวนนี้จึงเป็นสำนวนที่เอาไว้เตือนตัวเราเอง ให้รู้ถึงกาละเทศะว่า เวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรรู้จักการเงียบ

14. Make up for lost time (เมคฺ – อัพ – ฟอร์ – ลอสทฺ – ไทม)

เชื่อว่าหลายๆ คนสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัย น่าจะเคยได้ยินคำว่า Make up class กันมาบ้าง ความหมายของ Make up Class ก็คือ การเรียนชดเชย ซึ่งสำนวน Make up for lost time ก็มีความหมายเช่นเดียวกัน คือ ชดเชยเวลาที่เสียไป

ตัวอย่างประโยค  :

We haven’t had lunch together for a long time. Let’s make up for lost time tomorrow. 

  • เราไม่ได้ไปกินข้าวเที่ยงกันนานเลย พรุ่งนี้เราไปกินข้าวเที่ยงกันดีกว่า ชดเชยช่วงเวลาที่เราไม่ได้พบกัน

I didn’t travel much during my university studies  but I’m certainly making up for the lost time now.

  • ฉันไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย สมัยที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ฉันกำลังไปเที่ยวชดเชยเวลาที่ฉันไม่ได้ไป

15. Only time will tell (โอน’ลี – ไทม – วิล – เทล)

สำหรับสำนวนนี้ เป็นสำนวนที่แฝงความสวยงามของความหมายไว้มากมาย Only time will tell มีความหมายตรงๆ เลย ก็คือ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ให้เวลาหาความจริงในอนาคต เวลาจะเป็นคนบอกทุกอย่าง 

ตัวอย่างประโยค  :

Will we be able to earn 1 million within 1 year? Only time will tell.

  • เราจะสามารถหาเงิน 1 ล้าน ภายใน 1 ปี ได้หรือเปล่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

No one knows what the future will be like. Only time will tell.

  • ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เวลาเท่านั้นจะเป็นคนบอก

สรุป

แต่ละสำนวนที่เอามาฝากกันในวันนี้ ล้วนมีความหมายเกี่ยวกับ ”เวลา” ที่ต่างกัน ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าสำนวนไหน ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันได้  ก็ลองเอามาใช้กันดูได้นะครับ นอกจากเป็นการเตือนใจตัวเองให้รู้ถึงความหมายและคุณค่าของ “เวลา” แล้ว ยังทำให้การสื่อความหมายและอารมณ์ได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งทำให้การสื่อสารภาษาอังกฤษดูมีความเป็น Professional มากขึ้นอีกด้วย

สนใจเรียนภาษาอังกฤษที่ Engfinity

กรุณากรอกรายละเอียดด้านล่างให้ครบถ้วน