โทร 02-550-0268

เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

[email protected]

โทร 02-721-9898

ซีคอนสแควร์ (ศรีนครินทร์)

[email protected]

โทร 02 -939-3500-1

Union Mall

[email protected]

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง 12 เพลง Mask Singer เผลอๆ จะรักภาษาอังกฤษ :Part 1

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง 12 เพลง Mask Singer เผลอๆ คุณจะรักภาษาอังกฤษ :เชียร์ใครจ้ะ?

 

ไหนๆ Mask singer กำลังมา ลองไป  เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง  ของ เหล่า Mask singer หน่อยดีกว่า

 ฝึกภาษาจากหนัง ก็สนุก  แต่เพลงอะจะอยู่ในหัวเราตลอดไป ศัพท์วัยรุ่น ก็เช่นกัน

เสต็ปพื้นฐาน จะเป็น แปล แล้วเรียนสิ่งที่น่าสนใจนะครับ

 

1.ฝึกภาษาอังกฤษจากเพลง  All of me : หน้ากากระฆัง

 

What would I do without your smart mouth?

Drawing me in, and you kicking me out

You’ve got my head spinning, no kidding, I can’t pin you down

What’s going on in that beautiful mind

I’m on your magical mystery ride

And I’m so dizzy, don’t know what hit me, but I’ll be alright

 

ฉันจะทำอย่างไรนะถ้าไม่เจอคนปากดีอย่างเทอ

ลากฉันเข้าไป และไล่ฉันออกมา

ทำให้ฉันหัวหมุน ไม่ล้อเล่นนะ ฉันตามเธอไม่ทัน

ในใจอันสวยงามของเธอคิดอะไรอยู่

เหมือนฉันได้นั่งบนเครืองเล่นอันลึกลับ

และฉันก็เวียนหัวมาก ไม่รู้ว่าโดนอะไรต่ออะไร แต่ฉันก็ปลอดภัยดี

My head’s under water

But I’m breathing fine

You’re crazy and I’m out of my mind

หัวฉันอยู่ใต้น้ำ

แต่ฉันก็หายใจสะดวกได้อยู่

เธอนั้นบ้าคลั่ง ส่วนฉันเองก็สติหลุด

 

เรียนภาษาอังกฤษด้วยเพลง

smart mouth: ความหมายเชิงสำนวนคือ ปากดี ปากจัด ปากเสีย ปากเก่ง

drawing someone in: เเปลว่าดึงดูดใจ ให้ติดใจ

kicking out :ความหมายเชิงสำนวนคือการไล่ การให้ออกไป

no kidding: เป็นสำนวนบอกเน้นถึงความจริง

to pin one’s down : สำนวนนี้หลายความหมายมาก ทั้งบังคับเอาข้อมูล การไม่ปล่อยให้หนีไป

beautiful mind : อันนี้เป็นการอุปมาเทียบกับหนังเรื่อง Beautiful Mind  ซึ่งแสดงโดย Russel Crowe ซึ่งเขาเป็นคนฉลาดมากแต่มักไม่มีคนเข้าใจเขา

out of one’s mind : เเปลว่าบ้าครับ

 

 

 

2.เรียนอังกฤษจากเพลง Don’t speak – หน้ากากนกฮูก

 

You and me

We used to be together

Everyday together always

I really feel

That I’m losing my best friend

I can’t believe

This could be the end

It looks as though you’re letting go

And if it’s real

Well I don’t want to know

 

ฉันกับเธอ

เราเคยอยู่ร่วมกัน

ทุกๆวัน ไปด้วยกันเสมอ

ฉันรู้สึกจริงๆว่า

ฉันกำลังจะเสียเพื่อนที่ดีไป

ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่า

นี่อาจจะถึงจุดจบ

เหมือนว่าเธอกำลังปล่อยให้มันจบ..

และถ้ามันจริง

ฉันก็ไม่อยากจะรู้หรอกนะ

 

 

 

* Don’t speak

I know just what you’re saying

So please stop explaining

Don’t tell me cause it hurts

Don’t speak

I know what you’re thinking

I don’t need your reasons

Don’t tell me cause it hurts

 

อย่าพูดเลย

ฉันรู้ว่าเธอกำลังจะพูดอะไร

ดังนั้น ได้โปรดหยุดพูดอธิบายเถอะ

อย่าบอกฉันเพราะมันเจ็บปวด

อย่าพูดเลย

ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

ฉันไม่ต้องการเหตุผลของเธอ

อย่าบอกฉันเพราะมันเจ็บปวด

 

 

Our memories

Well, they can be inviting

But some are altogether

Mighty frightening

As we die, both you and I

With my head in my hands

I sit and cry

 

 

 

ความทรงจำต่างๆของเรา

นั้นถูกดึงกลับขึ้นมา

แต่ด้วยประการทั้งปวง บางความทรงจำนั้น

ช่างน่าตกใจเหลือเกิน

ราวกับเราจะตาย,เราทั้งสอง เธอและฉัน

เอามือกุมศีรษะ

ฉันนั่งลงและคร่ำครวญ

 

ฝึกภาษาอังกฤษด้วยเพลง มาดูสิ่งที่ควรรู้จากเพลงกันบ้าง

used to (do something)  หมายถึง เคยทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในอดีตแต่ปัจจุบันเลิกทำแล้ว เช่น เคยสูบบุหรี่แต่ปัจจุบันเลิก สูบแล้ว หรือเคยกินอาหารเช้า แต่ทุกวันนี้กินตลอดเวลา  แบบนี้ใช้ used to ได้ แต่ถ้าเคยลอกข้อสอบแต่ทุกวันนี้ก็ยังลอกอยู่ อันนี้ใช้ used to ไม่ได้นะครับ

 

I’ m used to walikng alone.

ฉันเคยชินกับการเดินคนเดียว

They seem to be used to working here.

ดูเหมือนพวกเขาจะคุ้นเคยกับการทำงานที่นี่แล้ว

I never get used to working with him.

ฉันไม่เคยชินกับการทำงานกับเขาซักที

 

‘Could’

 

สามารถนำไปใช้เพื่อ:

  1. บอกถึงความเป็นไปได้

เช่น

“Whose journal is this? It could be John’s journal.”

“นี่เป็นวารสารของใคร? น่าจะเป็นของจอห์นนะ”

 

“Could ‘A’ be the answer? It’s definitely not ‘B’ or ‘D.’”

“คำตอบน่าจะเป็น ‘A’ ใช่ไหม? ‘B’ หรือ ‘D’ นี่ไม่ใช่แน่ๆ”

 

 

  1. ทำการขอร้องอย่างสุภาพ

 

เช่น

 

“Could you please pass the spoon?”

“คุณช่วยส่งช้อนนั่นมาให้หน่อยได้ไหม?”

 

 

 

การใช้คำว่า ‘could’ ในการตอบคำขอร้องในตัวอย่างสุดท้ายนั้น ทำให้ประโยคมีความหมายไปในทำนองที่ว่าคุณสามารถทำอย่างนั้นได้แต่คุณไม่อยากทำสักเท่าไร แต่ถ้าคุณตกลงใจที่จะทำตามคำขอร้องดังกล่าว ให้ใช้คำว่า ‘can’

 

เช่น

 

“Could you please move this box?” “I could, but I am really busy right now.”

“คุณช่วยเลื่อนกล่องนี้หน่อยได้ไหม?”“ได้ แต่ตอนนี้ผมกำลังยุ่งอยู่”

 

“Could you please pass that paper.” “Sure, I can.”

“คุณช่วยส่งกระดาษนั่นมาให้หน่อยได้ไหม?” “ได้สิ”

 

Stop

  1. Stop + -ing ผู้พูดหยุดการกระทำนั้น
  2. Stop + to + V-inf  ผู้พูดหยุดการกระทำ (ที่เพิ่งกล่าวถึง) เพื่อที่จะทำอย่างอื่น

They stopped worrying.

They stopped to work for a lunch break. (พวกเขาหยุดทำงานเพื่อที่จะได้พักกลางวัน)

 

3.ฝึกพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เพลง Hurt – หน้ากากโพนี่

 

Seems like it was yesterday when I saw your face

You told me how proud you were but I walked away

If only I knew what I know today

Ooh ooh

 

เหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เองที่ฉันได้เห็นหน้าเธอ

เธอบอกฉันว่า เธอภูมิใจในตัวฉัน แต่ฉันกลับเดินจากมา

หากฉันได้รู้ในสิ่งที่ควรรู้ในวันนี้ล่ะก็

 

I would hold you in my arms

I would take the pain away

Thank you for all you’ve done

Forgive all your mistakes

 

ฉันจะกอดเธอไว้ในอ้อมแขน

จะปัดเป่าความเจ็บปวดให้มลายไป

ขอบคุณในทุกสิ่งที่เธอทำให้ฉัน

ฉันให้อภัยกับความผิดพลาดทุกอย่าง-v’86I

 

There’s nothing I wouldn’t do

To hear your voice again.

Sometimes I wanna call you but I know you won’t be there

 

ฉันจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเลย

เพียงเพื่อให้ได้ยินเสียงเธออีกสักครั้ง

บางครั้งฉันก็อยากจะโทรหาเธอแต่ฉันรู้ว่าเธอคงไม่อยู่ตรงนั้นหรอก

 

Oh, I’m sorry for blaming you for everything I just couldn’t do

And I’ve hurt myself by hurting you

 

ฉันขอโทษนะที่โทษเธอทุกอย่างทั้งที่ไม่ควรจะทำเช่นนั้นเลย

และฉันทำร้ายตัวเองด้วยการทำร้ายเธอ

 

Some days I feel broke inside but I won’t admit

Sometimes I just wanna hide ’cause it’s you I miss

And it’s so hard to say goodbye when it comes to this, ooh, whoa

 

บางวันฉันก็รู้สึกเจ็บปวดใจแต่ฉันไม่เคยยอมรับ

บางเวลาฉันก็อยากจะหนีหายเพราะเธอนั่นแหละทำให้ฉันคิดถึง

แสนยากเย็นที่จะบอกลาเธอเมื่อเรามาถึงจุดนี้

 

Would you tell me I was wrong?

Would you help me understand?

Are you looking down upon me?

Are you proud of who I am?

 

ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าฉันผิด

ช่วยให้ฉันเข้าใจหน่อยได้ไหม

เธอจะดูถูกฉันไหม

หรือจะภูมิใจในสิ่งที่ฉันเป็น

 

There’s nothing I wouldn’t do

To have just one more chance

To look into your eyes and see you looking back

 

ฉันจะยอมทำทุกอย่าง

แค่ขอโอกาสให้ฉันอีกสักครั้ง

ที่จะมองเข้าไปในดวงตาเธอและเห็นเธอมองกลับมา

 

Oh, I’m sorry for blaming you for everything I just couldn’t do

And I’ve hurt myself, oh, oh, oh.

 

ขอโทษที่กล่าวหาเธอในทุกสิ่งที่เธอไม่ได้ทำ

และเรื่องนั้นมันทำให้ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน

 

If I had just one more day

I would tell you how much that I’ve missed you since you’ve been away

 

หากมีเวลาสักเพียงหนึ่งวัน

ฉันจะบอกเธอว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหนตั้งแต่เธอจากไป

 

Oh, it’s dangerous

It’s so out of line

To try and turn back time

 

ช่างอันตราย

คงเป็นไปไม่ได้แล้ว

ที่จะพยายามย้อนวันเวลากลับมา

 

I’m sorry for blaming you for everything I just couldn’t do

And I’ve hurt myself by hurting you

 

ฉันขอโทษนะที่กล่าวหาเธอในทุกสิ่งทั้งที่เธอไม่ได้ทำ

และฉันเจ็บปวดเหลือเกินที่ทำร้ายเธอ

 

 

ฝึกฟังภาษาอังกฤษจากเพลง ที่นี้มาดูสำนวนที่น่าสนใจกันบ้าง

 

look down on

 

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง ศัพท์คำนี้จะแปลว่า “ดูถูก, ดูหมิ่น” ซึ่งจะสังเกตว่าความหมายของ phrasal verb (กริยาวลี) นี้จะแตกต่างจากความหมายของกริยา look อย่างสิ้นเชิง ทำให้เดาความหมายได้ยาก ลองมาดูตัวอย่างการใช้ phrasal verb ตัวนี้กันนะครับ

 

You should not look down on the rich.

คุณไม่ควรดูถูกพวกคนรวย

If you don’t do your homework, people will look down on you.

ถ้าคุณไม่ทำการบ้าน คนเขาก็จะหยามคุณเอาได้ หรา

 

I looked down and saw a man who looked down. When I asked what was wrong, he told me not to look down on him.

ผมมองข้างล่างและก็เจอผู้ชายคนหนึ่งที่ดูท่าทางจะกลุ้มใจ เมื่อผมถามเขาว่าเขามีปัญหาอะไรเขาก็บอกว่า “ อย่าดูถูกผม”

 

 

คำว่า “blame” หมายถึง “กล่าวโทษ, ตำหนิ” เช่น It’s not his fault. Don’t blame him.

โครงสร้างที่มักใช้คือ blame ใคร for ทำอะไร เช่น ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า You can’t blame gravity for falling in love. (ถ้าคุณตกหลุมรักใคร อย่าไปโทษแรงโน้มถ่วงเลย)

 

 

 

 

If I had just one more day

I would tell you how much that I’ve missed you since you’ve been away

Condition ที่  2

ซึ่งมีความหมายว่า

หากมีเวลาสักเพียงหนึ่งวัน

ฉันจะบอกเธอว่าฉันคิดถึงเธอมากแค่ไหนตั้งแต่เธอจากไป

วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต

Second conditional: If she studied harder, she would pass the exam. ถ้าเธอตั้งใจเรียนมากขึ้นเธอคงสอบผ่าน (แต่ผู้พูดไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ คือ คิดว่าเธอคงไม่ตั้งใจมากขึ้น และเธอคงสอบไม่ผ่าน)

 

ประโยคแบบ second conditional นี้ใช้ If + past simple คู่กับ would + infinitive ครับ

 

if + past simple, …would + infinitive

(สังเกต ว่าอนุประโยคที่ต่อหลัง if ถ้าคำกิริยาเป็น verb to be จะใช้ were ได้กับประธานทุกตัว เช่น If I were you… ถ้าฉันเป็นเธอ… แต่จะใช้ was ตรงตามประธานก็ได้ครับ)

 

 

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง นานๆ ก็อยากมีแฟนฝรั่งเหมือนกันเนอะ จะได้เป็นภาษาอังกฤษเร็วๆ

วันนี้มาได้แค่ 3 เพลง  หากใจร้อน อยากรู้ เทคนิคภาษาอังกฤษก็ค่อยๆติดตามกันนะจ้ะ ถ้าชอบก็เชียร์หน่อยน้า ถ้าไม่ชอบบอกเลยจร้าอยากให้ปรับตรงไหน
Credit : Workpoint

เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี  เรียนพูดภาษาอังกฤษ ด้วยคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสนุกๆ กับสถาบันสอนภาษาอังกฤษแนวใหม่

ท่านสามารถติดตามเราได้หลายช่องทาง
Website : สนใจคลิ๊ก
Fan page : สนใจคลิ๊ก
Youtube : สนใจคลิ๊ก
Pantip : สนใจคลิ๊ก

Leave a Reply