ดูหนังอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษยิ่งขึ้น ? พร้อมเทคนิคการฝึก

General

เชื่อว่าถ้าย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นในช่วงที่คุณกำลังฝึกฝนและพยายามจะพัฒนาทักษะการพูด การสื่อสาร การฟัง หรือการจำคำศัพท์ หนึ่งในคำแนะนำที่คุณมักจะได้รับมาจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ “การดูหนังเพื่อฝึกทักษะภาษาอังกฤษ”

โดยก่อนหน้านี้ หลายคนอาจจะมองการดูหนังเป็นเพียงการผ่อนคลาย หรือกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้คุณได้ใช้เวลากับคนรักและครอบครัว แต่นอกเหนือจากนั้นแล้ว มันก็ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคุณให้ดีขึ้นอีกด้วย

คงดีกว่าใช่ไหมหล่ะครับ ถ้าคุณสามารถฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษได้ ผ่านการดูหนัง ที่จะทำให้คุณสนุกและไม่รู้สึกเบื่อไปกับการเรียนรู้ ?

ในตอนท้าย เรามีเทคนิคที่จะทำให้คุณได้เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษผ่านการดูหนังได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น แต่ก่อนอื่นเราจะพาไปรับรู้ถึงข้อดีของการฝึกฝนด้วยวิธีนี้ก่อน เพื่อให้คุณได้คลายสงสัยว่ามันจะช่วยคุณได้อย่างไร และด้านไหนบ้าง

ทำไมการฝึกฝนภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังถึงเวิร์ค ?

คุณอาจจะยังสงสัยอยู่ว่าการดูหนังมันจะสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเราได้จริงหรอ ?

งั้นเราจะมาบอกเหตุผลว่าทำไมมันถึงเวิร์ค จนสถาบันหรือผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงต้องแนะนำการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้

เรียนรู้ภาษาอังกฤษในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในหนังสือ

ภาษาอังกฤษที่คุณได้เรียนในหนังสือหรือห้องเรียนแบบเดิมๆ อาจจะเป็นสิ่งที่คุณไม่ค่อยคุ้นหูหรือไม่ค่อยถูกใช้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น

  • ประโยค “Nice weather we’re having” ที่ส่วนใหญ่จะใช้เมื่อเริ่มประโยคสนทนา แปลว่า “อากาศกำลังดีเลย”
  • ประโยค “It’s raining cats and dogs” ที่เป็นเหมือนคำอุทาน หรือการตัดพ้อ แปลว่า “ฝนตกหนักอะไรขนาดนี้”

ถึงแม้ประโยคเหล่านี้จะถูกต้องตามหลักเกณฑ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่

ในทางกลับกันถ้าเป็นในหนังหรือภาพยนตร์ การสนทนาระหว่างตัวละครจะทำให้คุณได้รู้คำศัพท์ สำนวน หรือประโยคที่คนส่วนใหญ่มักใช้กันเพื่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันจะช่วยให้คุณสามารถพูดและสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้เป็นธรรมชาติที่สุด

รู้การใช้คำศัพท์ในแต่ละบริบทที่แตกต่างกัน

อีกหนึ่งข้อดีของการดูหนังภาษาอังกฤษคือคุณจะได้รับรู้ถึงบริบทที่แตกต่างของการใช้คำศัพท์ ซึ่งในบางครั้งอาจจะเป็นคำศัพท์ที่คุณคุ้นเคยดีในหนังสือ แต่ในหนังหรือภาพยนตร์คำศัพท์นั้นอาจจะมีความหมายที่แตกต่างออกไปตามบริบท

ปกติแล้วในการเรียนรู้คำศัพท์จากโรงเรียนหรือหนังสือรูปแบบเดิม พวกเขาจะมีลิสต์รายการคำศัพท์ (Vocabulary lists) ให้ผู้เรียนได้ท่องและจำความหมายของมัน ปัญหาคือถึงแม้ผู้เรียนจะจำความหมายได้ตามลิสต์ก็จริงแต่พวกเขาอาจไม่แน่ใจว่าควรใช้มันตอนไหน เมื่อไหร่ หรืออย่างไร

ยกตัวอย่าง ลองสมมติว่าวันนี้คุณได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ คือคำว่า “ Detective” ถ้าคุณเปิด Dictionary ก็จะรู้ว่าความหมายของมันคือ ผู้ที่มีหน้าที่ตรวจสอบและสอบสวนในคดีอาชญากรรม หรือนักสืบนั่นเอง

แต่จนกว่าคุณจะได้ใช้มันในการเขียนหรือการพูด คุณก็จะไม่รู้เลยว่าควรใช้มันในสถานการณ์ไหน อย่างไร และบริบทไหน

อีกทางหนึ่งคือถ้าคุณเลือกเรียนรู้คำศัพท์นี้จากการดูหนังแนวสืบสวน คุณจะรู้ว่าคำว่า Dectective มีหลากหลายความหมายและสามารถอยู่ในหลากหลายบริบทได้ เช่น

  • ถูกนำมาอยู่ด้านหน้าของชื่อคนเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น Detective Billy หรือบิลลี่ยอดนักสืบ
  • ใช้เป็นชื่อของอาชีพ เป็นคำนาม (noun) เช่น He’s Detective หรือเขามีอาชีพเป็นนักสืบ

ซึ่งนอกจากคุณจะรู้ความหมายของคำศัพท์แล้ว มันจะทำให้คุณเข้าใจวิธีการใช้มันได้อย่างดีเลยทีเดียว

ได้สังเกตุและฟังว่าพวกเขาพูดกันอย่างไร

รู้ไหมครับว่า 7 % ของการสื่อสารนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านคำพูดหรือประโยค ส่วนที่เหลืออีก 93 % นั้นจะอยู่ที่วิธีที่คุณถ่ายทอดออกมาด้วยอารมณ์

ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวอย่างได้ชัดเจนก็อย่างเช่น

  • ภาษากาย (body language) เช่น การส่งสัญญาณมือ หรือการพูดภาษาใบ้
  • การแสดงออก (expression) ที่หลากหลายผ่านสีหน้า เช่น การยิ้ม หรือการขมวดคิ้ว
  • โทนเสียง (tone of voice) เช่น เสียงที่ดูเศร้า หรือเสียงที่ดูโกรธ

ในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าเพียงความหมายของคำหรือประโยคซะอีก

ที่นี้ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันบ้าง เช่น ประโยคง่ายๆ อย่าง “I love you.” ที่ดูเหมือนจะสามารถปรับใช้ได้กับหลากหลายอารมณ์เลยทีเดียว ทั้งนี้อาจจะขึ้นอยู่กับโทนเสียงของคนพูด

  • “I love you” — คุณอาจจะได้ยินจากตัวละครที่เป็นคู่รักกัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งก็พยายามจะพูดว่า “I really love you.. why don’t you believe me” หรือแปลว่า ฉันรักคุณจริงๆนะ ทำไมคุณไม่ยอมเชื่อผมสักที โดยอาจจะได้ยินหลังจากการทะเลาะกันของทั้งสองฝ่ายในหนัง

 

  • “I… LOVE… YOU” —  การพูดคำว่าฉันรักคุณด้วยการตะโกน เพื่อเปิดเผยความรักของตัวละครหนึ่ง ที่แอบเก็บความรู้สึกไว้มาเนิ่นนาน

 

  • “I LOVE YOU !!!” — การพูดคำว่ารักในขณะที่มีอารมณ์โกรธ ซึ่งอาจจะเป็นฉากที่พ่อกำลังเถียงกับลูกชายของเขา และสุดท้ายลูกชายของเขาก็ยอมเงียบและรับฟังหลังจากประโยคนั้นของพ่อ

การสังเกตุการพูดของแต่ละตัวละครในหนัง นอกจากจะทำให้คุณได้รับรู้คำศัพท์หรือสำนวนใหม่ๆแล้ว มันก็ยังจะทำให้คุณรู้ด้วยว่าควรจะแสดงอารมณ์ สีหน้า หรือโทนเสียงประมาณไหน เพื่อถ่ายทอดให้อีกฝ่ายรับรู้เจตนาของคุณนั่นเอง

6 เทคนิคฝึกภาษาอังกฤษผ่านการดูหนังหรือภาพยนตร์

1. เลือกหนังที่น่าสนใจ

อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป แต่มันก็คือเรื่องจริง เพราะถ้าเลือกหนังที่น่าเบื่อมา ก็คงจะเป็นเรื่องยากในการที่จะดูอย่างใจจดใจจ่อในเวลาที่มากกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง

เพราะแบบนี้เอง เราก็เลยอยากแนะนำให้คุณหาหนังที่คุณชอบจริงๆซะก่อน โดยคุณสามารถลองหาได้จาก Rotten Tomatoes เว็บไซต์ที่รวมรีวิวและวิจารณ์ของหนังเป็นหมื่นๆ เรื่องเลย

2. เลือกหนังที่เหมาะกับระดับภาษาอังกฤษของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณยังอยู่ช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ผมแนะนำให้คุณฝึกฝนผ่านการ์ตูน หรือแอนิเมชั่น ด้วยเหตุผลหลักคือ ภาษาและคำศัพท์ส่วนใหญ่ที่พวกเขาใช้มักจะเป็นภาษาที่สุภาพ และเข้าใจได้ง่าย

ในทางกลับกัน ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยการดูหนังอย่าง “Romeo and Juliet” คุณอาจจะสับสน เพราะบางช่วงของหนังก็จะมีการใช้ภาษาอังกฤษแบบเชคสเปียร์ (ที่ถูกใช้กันในหลายศตวรรษที่ผ่านมา) ซึ่งค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ ถึงแม้จะอ่านผ่าน Subtitle ก็ตาม

3. ใช้ Dictionary

ถ้าคุณได้ดูหนังอยู่ที่บ้าน เราขอแนะนำให้คุณพก Dictionary ไว้ 1 เล่มติดตัว นำรีโมทไว้ใกล้ตัวที่สุด พร้อมกับเปิด Subtitle ภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้เพื่อที่ว่า เมื่อตัวละครพูดและคุณเจอคำศัพท์หรือวลีใหม่ๆ คุณจะสามารถหยุด (pause) ไว้ และเช็คความหมายของคำศัพท์หรือวลีได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าคุณจดหรือโน๊ตไว้มันก็จะช่วยให้คุณสามารถจำมันได้แม่นยำขึ้น

Recommended resource : ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากหนังเรื่องไหนและควรจะฝึกอย่างไร เราแนะนำให้คุณได้ลองอ่านและศึกษา 100 คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่ารู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ ก่อนเพื่อเป็นไอเดียครับ

4. พูดตามวลีนั้นเลย!

บางครั้งถ้าคุณได้ยินวลีเจ๋งๆจากหนัง ยกตัวอย่างเช่น คำย่อหรือคำแสลง เช่น

  • hell yeah = ใช่แล้ว
  • sure thing = แน่นอน
  • You bet = ไม่เป็นไร (ในกรณีที่มีคนมาขอบคุณเรา)

ที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาพูดเป็นประจำในหนัง ถ้าคุณชอบความหมายของมัน เราก็แนะนำให้พูดมันออกมาเลยทันทีหลายๆครั้ง มันก็จะช่วยให้คุณจำวลีและความหมายของมันได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

5. ดูทั้งแบบเปิด Subtitle และไม่เปิด Subtitle

มันถือเป็นเรื่องท้าทายอยู่เหมือนกันสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นฝึกฝน ในการดูหนังแบบไม่มี Subtitle ดังนั้นเราจะแนะนำแบบนี้ คือในการดูหนังครั้งแรกให้คุณเปิด Subtitle แต่ถ้าคุณมีโอกาสในดูหนังนี้ซ้ำในรอบที่ 2 ให้ปิด Subtitle

ด้วยการทำแบบนี้ คุณจะเข้าใจเนื้อเรื่องของหนังในครั้งแรกที่ดู พร้อมกับจดจำบางคำศัพท์ที่น่าสนใจไว้แล้ว หลังจากนั้นในครั้งที่สอง คุณอาจจะลองตั้งใจฟังและสังเกตุคำศัพท์เหล่านั้นอีกครั้ง รวมทั้งลองดูว่าคุณเองเข้าใจเนื้อเรื่องมากน้อยแค่ไหนถ้าไม่เปิด Subtitle 

ข้อสุดท้าย..

ข้อที่ 6 นี้ถือว่าเป็นข้อสำคัญสำหรับเทคนิคการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังครั้งนี้เลย คือการคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่ามันโอเค ถ้าในบางครั้งคุณจะพลาดคำศัพท์บางคำไป หรืออาจจะจำไม่ได้ทั้งหมด

เพราะเราอยากให้คุณคงคอนเซปต์ของการดูหนังไว้นั่นก็คือ ความสนุก และการผ่อนคลายความเครียด ดังนั้นถ้าคุณพลาดบางคำศัพท์หรือบางประโยคจากหนังไป อย่ารู้สึกแย่กับมัน แค่เดินหน้าต่อและพยายามสังเกตุ รวมทั้งจดจำให้ได้มากที่สุด คุณยังมีโอกาสอีกหลายครั้งในการเจอคำศัพท์เหล่านี้

ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญมากกว่าก็คือการเริ่มต้นฝึกฝนนั่นเอง

เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี  เรียนพูดภาษาอังกฤษ ด้วยคอร์สเรียนภาษาอังกฤษสนุกๆ กับสถาบันสอนภาษาอังกฤษแนวใหม่

ท่านสามารถติดตามเราได้หลายช่องทาง

Website : สนใจคลิ๊ก

Fan page : สนใจคลิ๊ก

Youtube : สนใจคลิ๊ก

Pantip : สนใจคลิ๊ก

สนใจเรียนภาษาอังกฤษที่ Engfinity

กรุณากรอกรายละเอียดด้านล่างให้ครบถ้วน